ท่องเที่ยวทั่วโลก

ถ้ำลอด จ.พังงา

ก.ค.
16

ถ้ำลอด จ.พังงา ที่มีหินงอกหินย้อยบนเพดานถ้ำที่สวยงาม
จะว่าไป บรรยากาศคล้ายตลาดน้ำสมุทรสงครามเลยนะ

ขณะที่เรานั่งซีแคนนู โดยมีคุณลุงพายให้ คุณลุงก็ชี้นิ้วให้เราสังเกตุดูรังนกนางแอ่นด้านบน
คือเห็นแล้วอยากจะโดดลงจากเรือ ปีนขึ้นไปเก็บกันเลยทีเดียว รวยละงานนี้ กร๊ากก
แต่แป๊บนึงคุณลุงดันบอกว่า เป็นรังนกทำจากดิน

สักพัก เพื่อนแอ้มอยากพายเอง ก็ปล่อยชีพายไปค่ะ ผู้หญิงสมัยนี้ต้องสตรอง
ในอดีตนี่ เค้าเคยให้นักท่องเที่ยวพายเอง แล้วเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ต้องเปลี่ยนเป็นแบบมีคนพายให้
เราก็ไม่เหนื่อย ไม่ต้องกลัวหลงด้วย

เราก็นั่งซีแคนนูอย่างสบายอกสบายใจ ลัดเลาะไปตามเขาหินปูน
นี่ใครอยากมีเขาหินปูนเป็นของตัวเอง ก็ไม่ต้องแปรงฟัน เดี๋ยวเขาหินปูนก็งอกแล้วค่ะ

และทราบกันไหมคะว่า ที่ ถ้ำลอด จ.พังงา มีหินงอกหินย้อย แล้วมันเกิดจากอะไร
รู้แล้วเหยียบไว้เลยนะคะ

คือ หินงอกนี่ เกิดจากมีคนไปรดน้ำหินค่ะ ยิ่งรดเยอะยิ่งงอกแยะ
ส่วนหินย้อยนี่ เกิดจากหินมันแก่ค่ะ ยิ่งแก่เยอะ ก็ยิ่งยานขึ้นๆๆ อ่านต่อ

 

ท่องเที่ยวทั่วโลก

พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)

ก.ค.
15

พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace) เป็นพระราชวังที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในกรุงโซล ถูกสร้างขึ้นในปี 1395 ตั้งแต่สมัยราชวงศ์โชซอน แฟนซีรีย์เกาหลีจะต้องคุ้นตากับพระราชวังเคียงบกกุงนี้แน่นอน เพราะมักจะถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำซีรี่ย์แนวพีเรียดอยู่บ่อยๆ

ไฮไลท์สำคัญที่นักท่องเที่ยวทุกคนไม่ควรพลาดชม คือ พิธีการผลัดเปลี่ยนเวรยาม ซึ่งจะมีจัดแสดงเป็นรอบๆ ได้แก่รอบ 10:00 น. 13:00 น. และ 15:00 น. ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีต่อรอบ หากใครอยากลองสวมชุดทหารในวังของเกาหลีดูสักครั้ง ก็สามารถลองสวมใส่ได้ เพราะเค้ามีบริการให้ฟรี

ก่อนเข้าไปชมภายในพระราชวัง อย่าลืมแวะถ่ายรูปที่หน้าประตูฮึงแนมุน (Heungnyemun Gate) สักหน่อย ที่นี่ถือว่าเป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตเลยก็ว่าได้

ถ้าเราสวมชุดฮันบก แล้วจะได้เข้าวังฟรีจ้าา โอ้โห ขอบอกว่าต้องถูกใจสาวๆ แน่นอน อีกทั้งยังทำให้การชมวังได้บรรยากาศมากขึ้น

เมื่อเดินผ่านประตูเข้ามา เราได้พบกับลานท้องพระโรงขนาดใหญ่ เรียกว่า กึงจองจอน (Geunjeongjeon) มักจะถูกใช้สำหรับออกว่าราชการที่เป็นทางการของกษัตริย์ ใช้รับรองทูตจากต่างประเทศ และที่เห็นบ่อยๆ เลยจากในซีรี่ย์ คือ ใช้เป็นสถานที่สำหรับจัดพิธีราชาภิเษกสมรสของเจ้าแผ่นดินด้วย

ถ้าเดินเข้าไปอีก ก็จะไปเจอบริเวณที่เรียกว่า ซาจองจอน (Sajeongjeon) เป็นสถานที่ที่กษัตริย์ใช้ในการประชุมกับคณะราชสำนัก

และต่อมา เราจะเจอ คังนยองจอน (Gangnyeongjeon) ในสมัยก่อนเคยถูกใช้เป็นที่ประทับและที่บรรทมของกษัตริย์และพระราชินี

จุดแลนด์มาร์คที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของพระราชวังเคียงบกกุง คือ คยองเฮรุ (Gyeonghoeru) เป็นศาลากลางน้ำ ในสมัยก่อนมักจะถูกใช้จัดงานเลี้ยง และพระราชพิธีพิเศษต่างๆ ขอบอกว่าบริเวณนี้สวยมากๆ เหมาะสำหรับถ่ายรูปสุดๆ อ่านต่อ

อารามกันดาน (Gandan Monastery)

ก.ค.
15

อารามกันดาน ชื่อเดิมคือ อารามสีเหลือง (Shar Sum) สร้างขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1809 โดยบอกด์ ข่านที่ห้า แห่งมองโกเลียค่ะ ต่อมาปี ค.ศ. 1838 ย้ายมาตั้งอยู่ใจกลางเมืองอูลานบาตาร์ เพื่อเป็นที่พำนักของบอกด์ ข่านที่แปด และองค์ดาไลลามะที่ 13 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวมองโกเลีย สถาปัตยกรรมสไตล์ทิเบตในศาสนาพุทธ

สร้างด้วยไม้ อิฐ ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น อารามกันดานเท็กชินเลน (Gandantegchinlen Monastery) ที่มีความหมายว่า “สถานที่แห่งความสุขสมบูรณ์” ในปี ค.ศ. 1925 ได้ก่อสร้างรูปปั้นองค์พระอวโลกิเตศวร หรือพระโพธิสัตว์ที่สูงที่สุดในโลก ปัจจุบันภายในอารามกันดานมีวัดเล็กๆ หลายแห่ง เป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ศึกษาด้านพุทธปรัชญา การแพทย์แผนโบราณ และโหราศาสตร์ ซึ่งมีพระสงฆ์จำพรรษากว่า 500 รูป

เมื่อเข้ามาภายในจะพบกับวัด Avalokiteshvara สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1912 ลานกว้างด้านหน้าตรงกลางมีกระถางธูปขนาดใหญ่สีดำ และสถูปสีเหลืองทองคู่อยู่ด้านหน้า

ภายในอาคารเป็นที่ประดิษฐสถานรูปปั้นพระอวโลกิเตศวร ปางยืนในร่มที่สูงที่สุดในโลก ความสูง 26.5 เมตร ต่อมาใน ค.ศ. 1930 ช่วงการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของโจเซฟสตาลิน แห่งสหภาพโซเวียต ได้เข้ามาทำลายอารามทั่วประเทศกว่า 900 แห่ง สังหารลามะนักบวชนิกายมหายาน แบบธิเบตที่สวมหมวกเหลืองสีเหลืองสวมชุดสีเหลืองแดง จำนวนกว่า 15,000 องค์ รวมทั้งทำลายรูปปั้นเพราะต้องการนำทองคำ ทองแดงไปใช้สำหรับทำกระสุน อารามถูกสั่งปิดในปี ค.ศ. 1938 เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับกองทัพแห่งสหภาพโซเวียต จนกระทั่งปี ค.ศ. 1944 ได้รับอนุญาตให้เปิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง อ่านต่อ

ธารน้ำแข็งยักษ์เปอริโต้ โมริโน (Perito Moreno Glacier)

ก.ค.
15

ธารน้ำแข็งเปอริโต้ โมริโน  ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติลอส กลาเซียเรส (Los Glaciares National Park) โดยตั้งชื่อตามนักสำรวจ Francisco Moreno ซึ่งเป็นผู้ที่ศึกษาเรื่องภูมิภาค และมีบทบาทสำคัญในการปกป้องดินแดนของอาร์เจนตินา ที่มีความขัดแย้งเรื่องชายแดนกับประเทศชิลี

ธารน้ำแข็งแห่งนี้มีขนาดความกว้าง 5 กิโลเมตร สูงเฉลี่ย 74 เมตร และลึกลงไปใต้ทะเลสาบอีก 170 เมตร เป็นธารน้ำแข็งยักษ์ที่ใหญ่อันดับ 3 ของโลก และเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ค่า ยืนชื่นชมความอลังการอยู่สักพัก ก้อนน้ำแข็งยักษ์ตรงริมสุดก็ค่อยๆ ถล่มลงมา หรือที่เรียกว่า Ice Calving เสียงดังกระหึ่มไปสามบ้านแปดบ้านเลยทีเดียว อ่านต่อ

เกาะกาลาปากอส (The Galápagos Islands)

ก.ค.
14

เกาะกาลาปากอส ประเทศเอกวาดอร์ ดินแดนที่เต็มไปด้วยสัตว์หายากหนึ่งเดียวในโลก! ที่ไหนไม่มี ที่นี่มีจ้าาา เกิดจากการสะสมตัวของลาวาภูเขาไฟเมื่อหลายล้านปีมาแล้ว มีพื้นที่ทั้งหมด 7,994 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 59,500 ตารางกิโลเมตร

ประกอบด้วย 20 เกาะหลัก พร้อมเกาะเล็กๆ และโขดหินกลางทะเลอีกหลายแห่ง เช่น เกาะอัลเบมาร์ล (Albermarle), เกาะเฟอร์นันดินา (Fernandina Island), เกาะซานตาครูซ (Santa Cruz Island),เกาะซานตาเฟ (Santa Fe Island) เป็นต้น มีความหลากหลายทางธรรมชาติ เนื่องจากตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางของโลก บางจุดก็แห้งแล้ง บางจุดก็เป็นป่าฝน เรียกได้ว่าอยู่บริเวณเดียวกัน แต่มีความแตกต่างกันสุดๆ ไปเลยจ้า แถมยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกอีกด้วย

ในปี ค.ศ.1835 ชาร์ล ดาร์วิน (Charles Darwin) ได้ล่องเรือบีเกิล (Beagle) มาใช้ชีวิตอยู่ที่เกาะแห่งนี้กว่า 19 วัน เพื่อศึกษาความหลากหลายของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตต่างๆ และได้ตีพิมพ์หนังสือที่บันทึกเรื่องราวการเดินทางของตัวเอง ชื่อว่า The Origin of Species by Means of Natural Selection จึงทำให้หมู่ เกาะกาลาปากอส เป็นที่โด่งดังขึ้น

นอกจากจะเป็นแหล่งรวมพันธุ์พืชหายากหลายชนิด ยังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์แปลกๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น เต่ายักษ์กาลาปากอส (Galapagos Tortoises) เต่าสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกก เป็นหนึ่งในสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังที่มีอายุขัยยาวนานที่สุด เต่ายักษ์ที่พบในแต่ละเกาะมีชนิดย่อยที่มีลักษณะแตกต่างกันไปตามลักษณะของแหล่งอาหารและการกิน

ตัวที่เป็นพระเอกแห่งวงการก็คือ ปู่จอร์จ เต่ายักษ์ตัวสุดท้ายของเกาะพินตา (Pinta) แห่งกาลาปากอสค่ะ มีอายุมากกว่า 100 ปี แต่ปัจจุบันได้จากโลกไปแล้วเมื่อปี 2012  พร้อมถูกบันทึกไว้ว่าเป็นเต่ายักษ์สายพันธุ์เกาะพินตาตัวสุดท้ายที่สูญพันธุ์ไป แม้ผู้เชี่ยวชาญจะพยายามอนุรักษ์สายพันธุ์นี้เอาไว้อย่างสุดความสามารถ แต่ปู่จอร์จก็ไม่สามารถให้กำเนิดลูกหลาน จึงได้รับฉายาว่า “จอร์จผู้เดียวดาย”

ในปัจจุบันเหลือเต่ายักษ์บนเกาะอยู่ประมาณ 16,000 ตัวค่ะ โดยคำว่า กาลาปากอส มาจากคำว่า กาลาปาโก (Galapago) ที่แปลว่าเต่ายักษ์ในภาษาสเปนนั่นเอง

และข่าวดีของปีนี้ก็คือ เจ้าดิเอโก้ เต่ายักษ์กาลาปากอส ที่ได้ฉายาว่าเต่าเพลย์บอย ได้กลับบ้านคืนสู่เกาะกาลาปากอสเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาค่าา เมื่อ 50 ปีก่อน ที่เกาะฮิสปันโยลา (Hispaniola) ในหมู่เกาะกาลาปากอส มีเต่ายักษ์สายพันธุ์เดียวกับดิเอโก้ เพียง 14 ตัว เป็นเพศผู้ 2 ตัว และเพศเมีย 14 ตัว อ่านต่อ

นาขั้นบันไดหลงจี๋ (Longsheng Longji Rice Terraces)

ก.ค.
14

นาขั้นบันไดหลงจี๋ (Longsheng Longji Rice Terraces) อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่มีทิวทัศน์สุดแปลกตา เรียกว่าสวยอันซีนแห่งหนึ่งของจีนหรืออาจจะของโลกเลยก็ว่าได้ ความงามจะท็อปอัพไปอีกเมื่อแสงแดดสะท้อนบนผืนน้ำของนาข้าว และจะยิ่งสวยยกกำลังขึ้นอีกเมื่อรวงข้าวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองในฤดูกาลเก็บเกี่ยว หลงจี๋หรือที่แปลว่าหลังมังกรนั้นสวย จนทำให้ลืมภาพนาข้าวในแบบเดิมๆ ที่เคยรู้จักไปเลยจริงๆ

ที่นี่ตั้งอยู่ที่เขตปกครองหลงเสิ้ง (Longsheng County) เมืองกุ้ยหลิน (Guilin) มณฑลกว่างซี (Guangxi Province) ห่างจากเมืองกุ้ยหลินประมาณ 95 กิโลเมตร ขับรถประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง

นาขั้นบันไดหลงจี๋ อยู่บนเนินเขามีเนื้อที่ประมาณ 66 ตารางกิโลเมตร ดูไปดูมาก็คล้ายๆ กับแถบผ้าที่ขดไปมามีลักษณะเป็นชั้นๆ ดูแปลกตาแต่ก็น่าหลงใหล งานดีฟีลกู๊ดดแบบนี้ต้องปรบมือรัวๆ ให้กับวิธีชลประทานที่ชาญฉลาดของจีน ทำให้เกิดการใช้พื้นที่เพาะปลูก และทรัพยากรน้ำที่หาได้ยากในพื้นที่ภูเขาได้ดีเยี่ยม

สำหรับแหล่งนาขั้นบันไดยอดนิยมติดโผมากับเค้า 2 ที่ด้วยกันได้แก่ บริเวณรอบๆ หมู่บ้านผิงอัน (Pingan Village) ซึ่งเป็นที่อยู่ของชาวจ้วง (Zhuang Minority) มีความเก่าแก่มากที่สุดและได้รับการพัฒนามามาก เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ที่ทันสมัย เรียกว่าอยากจะได้ร้านอาหาร ที่พักดีๆ หรือการเดินทางที่สะดวกสบายก็ต้องมาที่นี่เล้ยย

หากมาถึงแล้วไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดเลยได้แก่ พระจันทร์และดวงดาวทั้งเจ็ด (Severn Stars Accompany the Moon) เป็นกองหินเจ็ดก้อนที่หลงเหลือไว้จากการพัฒนาพื้นที่ บริเวณนี้อยู่ท่ามกลางพระจันทร์  แค่ชื่อก็น่าสนใจแล้วแต่พอเห็นของจริงต้องบอกว่าดีงามมไปอีกกก

อีกหนึ่งไฮไลท์คือเก้ามังกรและห้าเสือ (Nine Dragons and Five Tigers) จินตนาการในการตั้งชื่อเกิดมาจากสันเขาเก้าสัน แตกสาขาออกมาจากสันเขาหลัก มองดูก็คล้ายกับมังกรเลื้อยขดไปมาพยายามจะไปกินน้ำจากแม่น้ำจินซา (Jinsha River) ด้านข้างก็มีโขดหินมโนว่าเป็นเสือห้าตัวนั่นเอง

แหล่งนาขั้นบันไดยอดนิยมอีกที่คือบริเวณจินเคิง (Jinkeng) บ้านของชาวเหยาแดง (Red Yao) ซึ่งอยู่ไกลออกไปอีก ที่นี่มีไฮไลท์ถึงสามจุดด้วยกันได้แก่ ดนตรีแห่งเขาตะวันตก (Xishan Shaoyue) เป็นจุดสูงสุดกับวิวแบบพาโนรามา ฮิตมากสำหรับการมาถ่ายรูปเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกจร้า กว่า 90%ของรูปถ่ายที่เห็นตามสื่อก็มาจากจุดนี้จ้า

มาต่อกันที่ นาขั้นบันไดพันชั้นขนาดใหญ่ (Dajie Qianceng Titian) อยู่ค่อนข้างต่ำ เดินสะดวกและงานดีงานละเอียดเหมือนเดิม จากจุดนี้สามารถมองเห็นบ้านของชาวเหยาและดื่มด่ำบรรยากาศพระอาทิตย์ขึ้นได้ด้วยเหมือนกันจร้า จุดสุดท้ายที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือยอดพระสีทอง (Jinfo Ding) เป็นจุดที่ดีที่สุดที่จะมาถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกดินจร้า สามารถนั่งกระเช้าเคเบิลขึ้นไปบนยอดใช้เวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น เข้าทางจริงๆ จะได้เก็บแรงไว้ถ่ายรูปข้างบนสวยๆ อ่านต่อ

ย่าติง (Yading Nature Reserve)

ก.ค.
14

ย่าติง (Yading Nature Reserve) เป็นพื้นที่ชนบทในเขตเต้าเฉิง (Daocheng County) ในเขตปกครองตนเองทิเบตกานจือ (Ganzi Tibetan Autonomous Prefecture) ในมณฑลเสฉวน (Sichuan Province) จัดเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาหลักของเมืองแชงกรีลา (Shangri-La) กันเลยทีเดียว ย่าติงเป็นเมืองเล็กๆ ทางตะวันออกของที่ราบสูงชิงไห่ – ทิเบต (Qinghai-Tibet Plateau) อยู่ตอนกลางของภูเขาเหิงต้วน (Hengduan Mountains) สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 3,700 เมตร

วิวที่นี่เหมือนสวรรค์ดีดีนี่เอง ทะเลสาบใสๆ ทิวเขาสวยๆ เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าสุดลูกหูลูกตา ต้นไม้พลิ้วไหว แล้วยังสุดยอดบ่อน้ำพุร้อนอีก เอาอัลไลมาแลกก็ไม่ย๊อมม ไม่แปลกใจว่าที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีเยี่ยม และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของจีน ด้วยความมหัศจรรย์ของภูมิประเทศแบบที่ราบสูงอันสวยบริสุทธ์ จึงได้ฉายา ดินแดนบริสุทธิ์แห่งสุดท้ายบนโลก (The Last Pure Land on Earth) แชงกรีลาแห่งใหม่ (The Last Shangri-La) และดินแดนศักดิ์สิทธิ์ภายใต้ดวงอาทิตย์ (The Holy Land in The Sun)

จุดชมวิวเด็ดๆ ก็มีหลายที่ อย่างเช่น ภูเขาเอ่อชู (Echu Mountain) ได้ชื่อว่าเป็นพาเลทสีของจิตรกรปิกัสโซ่ (Picasso’s Color Pallet) กันเลยทีเดียว ในฤดูใบไม้ร่วงที่นี่รวมทั้งป่ารอบๆ จะเหมือนถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสันของฤดูใบไม้ร่วง ชมวิวชาร์จพลังกันจนเต็มแล้วก็ไปกันต่อ

จุดต่อมาที่ซันต้าเสิ๋นซัน (The Three Mountains of God) หรือสามขุนเขาแห่งพระเจ้า ว่ากันว่ามีนักบุญผู้คุ้มครองชาวทิเบตกล่าวว่า ชาวทิเบตจะตระหนักถึงความปรารถนาของเขาได้ หากได้จาริกแสวงบุญไปยังขุนเขาทั้งสามแห่งนี้ ดูวิวแล้วเพลินสุดๆ ทั้งภูเขา น้ำตก ทะเลสาบเก่าแก่ของที่นี่ ดูสวยสมการมาเยือนจริงๆ

พักชมธรรมชาติแวะมาเข้าวัดกันสักหน่อยที่ ก้งก๋าชงกู่ซื่อ (Gongga Chonggu) เป็นวัดทางผ่านก่อนจะไปยังสามขุนเขาแห่งพระเจ้า วัดเก่าแก่นี้สร้างมากว่า 800 ปี! ในสมัยราชวงศ์หยวน (Yuan Dynasty) ถึงแม้วัดนี้จะยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ก็สามารถเห็นพระลามะนั่งสมาธิ หรือแม้แต่สวดมนต์ในตอนเช้า และเที่ยง เป็นการสืบทอดทางศาสนาที่สำคัญของที่นี่ ใครจะมาวัดนี้ก็สามารถขี่ม้าจากย่าติงมาที่วัดได้นะจ๊ะ ใช้เวลาแค่ 30 นาทีเท่านั้นจร้า เกร๋ๆ

แว๊บออกจากวัดไปสูดอากาศกันอีกรอบที่หลัวหลงมู่ฉ่าง (Luorong Pasture) เป็นจุดค้างคืนสุดฮิตใน ย่าติง เลยเพราะจะได้สัมผัสวิวที่ล้อมรอบไปด้วยขุนเขาแห่งพระเจ้าทั้งสามลูก แม่น้ำก้งก๋าไหลผ่านกระท่อม แถมด้วยบรรยากาศของบ้าน และวัดในสไตล์ทิเบต แฮปปี้กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว อ่านต่อ

พระราชวังไดโอคลีเชียน (Diocletian’s Palace in Split)

ก.ค.
14

พระราชวังไดโอคลีเชียน เป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานที่ถูกอนุรักษ์ไว้อย่างสมบรูณ์แบบที่สุด ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1979

เดิมแล้วพระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับช่วงฤดูร้อนของจักรพรรดิไดโอคลีเชียน แต่สำหรับแฟนๆ ซีรี่ย์ Game of Thrones พระราชวังแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังแห่งเมือง King’s Landing ซึ่งเป็นถ้ำใต้ดินลับที่พระมหากษัตริย์นั้นขังมังกรไว้ค่ะ แฟนตาซีมากสุดๆ แต่ปัจบันพื้นที่ส่วนถ้ำใต้ดินนั้นถูกจัดไว้เป็นที่ขายของที่ระลึกค่ะ

เมื่อเดินลอดถ้ำใต้ดินผ่านเข้าประตูวังมาแล้วก็จะเจอกับโบสถ์คริสที่เก่าแก่ที่สุด มหาวิหารเซนต์ดอมิเนียส (Cathedral of Saint Domnius) เดิมแล้วโบสถ์แห่งนี้เป็นสุสานของจักรพรรดิไดโอคลีเชียนค่ะ ด้านบนของโบสถ์จะมี หอระฆังเซนต์ดอมิเนียส (the Belfry of Saint Domnius) ถ้าขึ้นไปถึงบนยอดหอคอยเราจะสามารถมองลงมาเห็นวิวของสปริตอย่างสวยงามเลยค่ะ

พระราชวังไดโอคลีเชียนจะถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วนด้วยถนนสายหลักสองสาย ทางตอนใต้ของวังจะเป็นที่พักของจักรพรรดิ จะมีอาคารไว้เพื่อพิธีการทางศาสนา และกิจกรรมทางราชการ ทางฝั่งตอนเหนือจะเป็นที่สำหรับผู้พิทักษ์จักรพรรดิ ทหารคนรับใช้ และที่เก็บของในวัง

ลักษณะของวังจะเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีหอคอยขนาดใหญ่ 4 แห่งตั้งอยู่ตามมุมประตูแต่ละด้านทั้งสี่ด้าน และหอคอยขนาดเล็กสี่แห่งบนผนัง ส่วนล่างของผนังไม่มีช่องเปิด ที่ชั้นบนของอาคารจะเป็นระเบียงขนาดใหญ่อยู่ทางทางทิศใต้ มีห้องโถงตกแต่งด้วยหน้าต่างโค้งใหญ่ 3 ด้าน ภายในประดับตกแต่งไปด้านงานปั้นศิลปะอย่างสวยงาม ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมาชาวเมืองพาเลซ และพลเมืองของสปลิตได้ดัดแปลงส่วนต่าง ๆ ของพระราชวังตามความต้องการของตัวเอง อ่านต่อ

ทะเลสาบพลิตวิเซ่ (Plitvice Lakes)

ก.ค.
13

ทะเลสาบพลิตวิเซ่ เป็นอุทยานที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุด อุทยานแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตภูเขาของเทือกเขา Mala Kapela และเทือกเขา LičkaPlješivica

เป็นหนึ่งในสถานที่ที่สวยและมีชื่อเสียงที่สุดโครเอเชีย มีเส้นทางเดินเท้าที่ง่าย ให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินได้ตามระยะทางที่ต้องการทั้งหมด 7 เส้นทางระยะเวลาก็จะแตกต่างกันออกไปตั้งแต่ 2 ชั่วโมงจนถึง 8 ชั่วโมง

ตามเส้นทางเดินของอุทยานแห่งนี้จะคล้ายกับเราเดินอยู่เหนือพื้นน้ำสีฟ้าคราม และมีไฮไลท์คือ จุดชมวิวที่สวยงาม มีภาพพื้นหลังประกอบฉากด้วยน้ำตกที่เป็นจุดถ่ายรูปเช็คอิน ถ้ามองลงไปจะเห็นทะเลสาบสีเขียวใสราวกับมรกต

ด้วยความงดงามและความสมบรูณ์ของธรรมชาติ ที่นี่จึงถูกยกให้เป็น อุทยานแห่งชาติแห่งแรกของโครเอเชีย และรับการยกย่องให้เป็น ทะเลสาบที่มีความสวยงามและโดนเด่น โดยองค์การยูเนสโกได้เพิ่มลงในรายชื่อมรดกโลกในปี 1977 อ่านต่อ

เมืองเก่าลี่เจียง (Lijiang Old Town)

ก.ค.
13

เมืองเก่าลี่เจียง (Lijiang Old Town) ในเมืองลี่เจียง (Lijiang) เป็น 1 ใน 4 เมืองเก่าของประเทศจีน ที่ล้วนถูกอนุรักษ์เอาไว้เป็นอย่างดี

อีก 3 เมืองที่เหลือได้แก่ เมืองเก่าหลางจงใน มณฑลเสฉวน (Langzhong Ancient Town in Sichuan) เมืองเก่าผิงเย๋าในมณฑลซานซี (Pingyao Ancient City in Shanxi) และเมืองเก่าเซ่อเสี้ยนในมณฑลอันฮุย (Shexian Ancient Town in Anhui)  ได้รับการจดทะเบียนขึ้นเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ในปีค.ศ. 1997

ที่นี่มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า เมืองเก่าต้าเหยียน (Dayan Old Town) เป็นเมืองเก่าของชาวน่าซีพื้นเมือง (Naxi Ethnic Group) ประกอบไปด้วย 1 เขตเมืองเก่า และ 4 ตำบล รวมทั้งย่านเมืองใหม่ของลี่เจียง เมืองเก่าต้าเหยียน เมืองเก่าซู้เหอ (Shuhe Old Town) เมืองเก่าไป๋ซา (Baisha Old Town) และรวมไปถึงพื้นที่บางส่วนของหุบเขาเสือกระโจน

ที่นี่ถูกสร้างในช่วงราชวงศ์ซ่ง (Song Dynasty) ตอนปลายไปถึงหยวน (Yuan Dynasty) ตอนต้น ประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 800 ปีแล้ว สถาปัตยกรรมทั้งหมดของเมืองเก่าลี่เจียงจะมีความแตกต่างจากที่อื่นๆ ในจีน

เนื่องจากเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมของชาวน่าซีพื้นเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งใน 56 กลุ่มชนพื้นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเผ่าหนึ่งของจีนทีเดียว โดยสถาปัตยกรรมแบบน่าซีได้รับอิทธิพลมาจาก ชาวฮั่น ไป๋ และทิเบต ทำให้ลักษณะที่อยู่อาศัยของที่ลี่เจียง

เมืองเก่าลี่เจียง จะมีหลังคามุงกระเบื้องซึ่งทำจากดินและไม้ หรือดินและหิน ประตูหน้าต่างมีการแกะสลักด้วยสีสันสะดุดตา มีต้นไม้ ดอกไม้ในและนอกบ้าน รวมถึงสร้างแบบเรียงติดๆ กันไปจนเกิดเป็นตรอก ซอก ซอย เก๋ไก๋ แปลกตาสุดๆ ปัจจุบันมีอาคารบ้านเรือนกว่า 6,200 หลัง มีคนอาศัยอยู่ในเมืองเก่ากว่า 25,000 คน และกว่า 30% เป็นชาวน่าซีนั่นเอง

หากเปรียบให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ที่นี่มีถนนอันเก่าแก่ทำหน้าที่เหมือนเป็นโครงข่ายที่เชื่อมเมืองเก่าเข้าไว้ด้วยกัน สายน้ำที่ไหลเปรียบเสมือนเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนในเมือง ร้านค้าและบาร์แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้คน และความเชื่อขนบธรรมเนียมของชาวน่าซี ก็เป็นเหมือนวัฒนธรรม และจิตวิญญาณของเมืองเก่าลี่เจียง อ่านต่อ