ท่องเที่ยวทั่วโลก

วัดปากลำขาแข้ง

พ.ย.
30

วัดปากลำขาแข้ง วัดแห่งนี้มีความพิเศษตรงที่โบสถ์แสตนเลส ณ วัดป่าลำขาแข้ง และพระพุทธรูปแสตนเลส หนึ่งเดียวในโลก ฉลุลายไทยวิจิตรงดงาม สร้างสรรค์จากแรงศรัทธาของประชาชน ที่ช่วยกันบริจาคสร้างขึ้นเพื่อนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวในวโรกาสทรงเจริญพระชนพรรษาครบ 80 พรรษา เป็นสถานที่ท่องเที่ยว Unseen แห่งใหม่ในอำเภอ ศรีสวัสดิ์ การไปชมโบสถ์นี้ต้องนั่งเรือหางยาวจากเขื่อนศรีนครินทร์ไปชมความงดงามของโบสถ์แห่งนี้ เพราะ วัดตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำของเขื่อนศรีนครินทร์ ไม่สามารเดินทางด้วยพาหะนะอย่างอื่น

โบสถ์ที่ส่องประกายงดงามยามเมื่อต้องแสงแดด และเมื่อเข้าใกล้จะได้เห็นลวดลายฉลุ ของายไทย บริเวณ ซุ้มประตูโบสถ์และหน้าต่าง เมื่อเข้าไปนั่งไหว้พระรู้สึกเย็นมาก ใครอาจจะคิดว่าโบสถ์สร้างด้วยเตนเลสเงางาม แบบนี้ ข้างในไม่ร้อนหรือ แต่ไม่ใช่อย่างที่คิดเพราะตัวโบสถ์ทำโครงเป็นสเตนเลส ใช้สเตนเลสแผ่นปะทั้งด้านใน และด้านนอก แต่อัดฉนวนไว้ตรงกลาง ทำให้กันความร้อนได้ดี รวมทั้งพื้นเป็นแกรนิตเลยโปร่งโล่งสบาย

วัดปากลำขาแข้งเป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2484 โดยการริเริ่มของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นเนื่องจากไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางไปประกอบพิธีทางศาสนาวัดที่อยู่ไกลออกไป โบสถ์สแตนเลสสร้างขึ้นด้วยความศรัทธาของประชาชนที่ร่วมกันบริจาคทรัพย์จัดสร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสทรงเจริญพระชนพรรษาครบ 80 พรรษา ในปี พ.ศ.2554 เริ่มทำการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 และสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2550ufa เป็นโบสถ์
สแตนเลสหนึ่งเดียวในโลก การก่อสร้างได้นำชิ้นส่วนสแตนเลสลงเรือและมาประกอบที่วัด ตัวโบสถ์ทำด้วยสแตนเลสทั้งหลังกว้าง 4.5 เมตร ยาว 12 เมตร บริเวณซุ้มประตูโบสถ์และหน้าต่างมีรวดลายอันบรรจงวิจิตรของลายไทยเมื่อกระทบแสงแดดจะส่องประกายแวววาวงดงามมาก นอกจากโบสถ์สแตนเลสแล้วบริเวณภายในวัดยังมีพระพุทธรูปสแตนเลสปางประทานพรองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดกว้าง 8 เมตร สูง 12 เมตร

วัดท่าขนุน

พ.ย.
30

วัดท่าขนุน เป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดกาญจนบุรี แห่งที่ 23 อาณาเขต ทิศเหนือ จรดทางสาธารณะ ทิศใต้ จรดหมวดการทองผาภูมิ ทิศตะวันออกจรดทางหลวงสาย 323 ทองผาภูมิ-สังขละบุรี ทิศตะวันตก จรดแม่น้ำแควน้อย จุดเด่นของวัดคือพระพุทธเจติยคีรี ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาสูง ต้องเดินขึ้นบันไดกว่า 200 ขั้น จึงจะถึงยอดเขาที่ตั้งของเจดีย์ เป็นจุดชมวิวมุมสูงของอำเภอทองผาภูมิ สามารถมองเห็นทัศนียภาพที่ร่มรื่นเขียวขจีได้ทั่ว

สถานแห่งนี้มีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนา รวมถึงประชาชนชาวไทยเชื้อสายมอญ พม่า และกะเหรี่ยง ที่เลื่อมใสศรัทธาตลอดมา สร้างขึ้นครั้ง พ.ศ. 2473 ufabet สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นปูชนียสถานสำคัญคือ พระอุโบสถคอนครีตเสริมเหล็ก พระพุทธเจติยคีรี สร้างจากศิลปะพม่า รวมทั้งพระเจดีย์ 80 พรรษา

เดิมเป็นที่ดินของตระกูลนกเล็กได้ถวายแก่ หลวงปู่พุก อุตฺตมปาโล เพื่อสร้างวัด เมื่อหลวงปู่พุกมรณภาพ พระอาจารย์ไตแนม ซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยง เป็นเจ้าอาวาสบูรณะพัฒนาวัดโดยการสร้างมณฑปพระพุทธบาท ผู้ให้ความอุปถัมภ์คือ ผู้ใหญ่บ้านทม หงสาวดี เมื่อพระอาจารย์ไตแนมมรณภาพลง

วัดท่าขนุนได้กลายเป็นวัดร้างไปชั่วระยะหนึ่ง จนกระทั่ง หลวงปู่สาย อคฺควํโส (พระครูสุวรรณเสลาภรณ์) เดิน ธุดงค์มาจากจังหวัดนครสวรรค์ และปักกลดพักที่วัดร้าง ชาวบ้านเห็นวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัดของท่าน จึงได้นิมนต์ท่านอยู่จำพรรษา และพัฒนาวัดสร้างเสนาสนะเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นวัดประจำอำเภอทองผาภูมิมาจนทุกวันนี้

ซึ่งท่านเป็นพระนัก ปฏิบัติธรรมที่มีชื่อเสียงองค์หนึ่งของอำเภอทองผาภูมิ เป็นพระที่มีความสำคัญในด้านการอบรมคุณธรรมจริยธรรมให้แก่ประชาชนทั่วไป และ เนื่องจากหลวงพ่อสายเป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้าน จึงมีการสร้างกุฏิขึ้นเพื่อเก็บสังขารของท่านซึ่งไม่เน่าเปื่อยไว้โลงแก้ว เพื่อให้ผู้นับถือศรัทธาแสดงความเคารพ

จึงว่ากันว่าหากใครเดินทางมาทองผาภูมิ แล้วไม่มานมัสการหลวงพ่อสายที่วัดท่าขนุนก็เหมือนกับเดินทางมาไม่ถึงทองผาภูมิ และเมื่อปีพ.ศ. 2545 พระราชธรรมโสภณ รักษาการเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ได้มีบัญชาให้ พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ พระนักปฏิบัติและนักพัฒนา ลูกศิษย์สายหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร หรือ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)

วัดท่าซุง มาพัฒนาวัดท่าขนุน ให้มีเสนาสนะที่สมบูรณ์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าขนุนองค์ปัจจุบัน ซึ่งท่านมีแนวคิดพัฒนาวัด คือ ใครมาวัดต้อง “ได้อะไร” กลับไป ไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือแนวคิด ทางโลกหรือทางธรรม แม้เมื่อสิ้นหลวงปู่สายแล้ว พระที่วัดซึ่งคงศีลาจารวัตรอันงดงามตามรอยหลวปู่เป็นอย่างดี ก็ยังคงเป็นที่นับถือของชาวบ้านมาจนปัจจุบัน

ประตูเมืองกาญจนบุรี

พ.ย.
27

ประตูเมืองกาญจนบุรี อนุสาวรีย์รัชกาลที่ 3 และแนวกำแพงเมืองเก่า เป็นประตูเมืองก่ออิฐถือปูนยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ครั้งย้ายเมืองกาญจนบุรีเก่า จากตำบลลาดหญ้ามาสู่ปากแพรก เนื่องด้วยยุทธศาสตร์การรบ เพราะมีชัยภูมิในการตั้งรับข้าศึกได้ดีกว่าเก่า

อีกทั้งยังสะดวกในการค้าขายกับเมืองต่าง ๆ อีกด้วย ลักษณะตัวกำแพงด้านบนมีใบเสมา ผังกำแพงเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 210 เมตร ยาว 480 เมตร มีป้อมประจำมุม 4 ป้อม ป้อมกลางกำแพงด้านหน้า 1 ป้อม และป้อมเล็กกลางกำแพงด้านหลัง 1 ป้อม มีประตู 8 ประตู ประกอบด้วย ประตูเมือง 6 ประตู และประตูช่องกุด 2 ประตู

ซึ่งได้ชำรุดลงเกือบทั้งสิ้น คงเหลือเฉพาะประตูเมืองด้านหน้า ซึ่งหันหน้าสู่แม่น้ำแควใหญ่ และกำแพงเมืองบางส่วนที่อยู่ติดกัน โดยได้มีการบูรณะเมื่อปี พ.ศ. 2549 ufaส่วนบริเวณด้านหลังประตูเมืองเป็นที่ตั้งของพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3)

ประตูเมืองเก่า เมืองกาญจน์ ตั้งอยู่กลางเมืองกาญจนบุรี สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 พ.ศ.2374 ซึ่งพระองค์ได้ทรงย้าย มาจากเมืองกาญจนบุรีเก่า ตำบลลาดหญ้า มาอยู่ในที่ปัจจุบัน ซึ่งอยู่ตรงบริเวณถนนปากแพรก ซึ่งเป็นถนนคนเดิน ปัจจุบันได้เปิดให้มีการซื้อขายสินค้าจากชาวบ้านในระแวกนั้นในช่วงตอนเย็นวันเสาร์

โบราณสถานพงตึก

พ.ย.
27

โบราณสถานพงตึก กรมศิลปากรขุดค้นพบโบราณสถานพงตึก เมื่อ พ.ศ. 2470 หลักฐานทางโบราณคดีที่พบแสดงให้เห็นว่าเมืองโบราณพงตึก เป็นศิลปะแบบทวารวดีและได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ

มีอายุอยู่ในราวพุทธศวรรษที่ 11-12 ufaบริเวณโบราณสถานพงตึกพบซากโบราณสถานที่สร้างด้วยอิฐและศิลาแลงตลอดจนโบราณวัตถุจำนวนมาก เช่นตะเกียงแบบกรีก-โรมันสำริด พระพิมพ์ดินเผา พระนารายณ์สลักจากศิลาและภาชนะดินเผาแบบต่างๆ

โบราณสถานพงตึกในอดีตเป็นเมืองโบราณที่เจริญรุ่งเรืองเมื่อพันกว่าปีก่อน ชาวเมืองนับถือศาสนาพุทธและพราหมณ์ตัวเมืองตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมสำคัญบนเส้นทางจากประเทศอินเดียสู่ดินแดนทางตะวันออกผ่านภาคใต้ของประเทศพม่าเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ เป็นเมืองที่พักของคนเดินทางเนื่องจากตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางระหว่างเมืองสำคัญในสมัยโบราณ

ประกอบด้วย เมืองกาญจนบุรีและเมืองราชบุรีเมืองราชบุรีและเมืองนครปฐม เมืองกาญจนบุรีและเมืองนครปฐม สาเหตุที่เมืองถูกทิ้งร้างสันนิษฐานว่าเพราะแม่น้ำเปลี่ยนทางเดิน ซึ่งมีผลทำให้ตัวเมืองบางส่วนถูกทำลายและทำให้เส้นทางการเดินทางบกเปลี่ยนไปด้วย

เมืองพงตึกเป็นเมืองโบราณก็ปรักหักพังซึ่ง ในปัจจุบันจึงไม่ปรากฏว่ามีร่อยรอยของซากโบราณสถานสมัยทวาราวดี (พ.ศ.1000 – 1200) เหลืออยู่บนพื้นดินเลย แต่ถ้าขุดลงไปใต้พื้นดินแล้ว จะพบรากฐานปูชนียสถานต่าง ๆจมฝังดินอยู่เกลื่อนกลาดไปหมด แม้กะโหลกศีรษะคนและเครื่องใช้ต่าง ๆ ในสมัยนั้นก็ได้พบที่บริเวณนี้เป็นจำนวนมาก

ดอยชัวร์ญ่า (Doi Sureya)

พ.ย.
27

ดอยชัวร์ญ่า (Doi Sureya) มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบเลยค่ะ คือไปตัวเปล่าไปเล่าของที่นั่นนอนเต้นท์ได้เลย แต่แนะนำให้ไปเร็วๆนะคะ เพราะที่เต็มเร็วมากค่ะ จะได้เลือกโลเคชั่นที่พักดีๆ

เต้นท์ หมอน ผ้าห่ม มีให้เช่าราคาไม่แพงมากนะคะ แต่เท่าไหร่จำไม่ได้แล้ว มีอาหารเครื่องดื่มขาย

ห้องน้ำอันนี้ค่อนข้างลำบากนิดนึงเป็นห้องน้ำรวม เก่าๆ แอบน่ากลัวหน่อยๆแต่ยังดีที่มีน้ำอุ่น อ่อลืมบอกห้น้ำแยกหญิงชายค่ะ ปลอดภัยๆ

วิวจุดที่กางเต้นท์ถือว่าโอเคเลยนะคะ มองไปจะเห็นภูเขาที่มีน้ำตกเล็กๆด้วยค่ะ ส่วนตอนกลางคืนจะสวยมากเลยเพราะจะเห็นแปลงผัก หรือดอกไม้แน่แหละค่ะไม่แน่ใจ(เป็นวิธีการปลูกผักของเค้า ufabet) ชาวสวนที่นั่นจะเปิดไฟให้แปลงผัก เห็นเป็นแสงไฟเป็นแนวเยอะมากเลยค่ะ

ตอนที่ไปเป็นช่วงปลายปีอากาศดีมากๆๆเลยค่ะ นานในเต้นท์หนาวกำลังดีเลย แต่ถ้ามัเบาะนุ่มๆอีกหน่อยจะดีมากเลย

การเดินทาง : ขึ้นมาดอยอินทนนท์ ผ่านด่านแรกมา จะเจอ 3 แยกใหญ่ ให้เลี้ยวขวา ไปทางสถานีเกษตรหลวง ตรงขึ้นไปเรื่อยๆ ทางผ่านจะมีที่พักมากมาย ผ่านเขตโรงเรียนไปอีก ซึ่งที่พักนี้จะอยู่ด้านขวามือ มีร้านหมูกระทะอยู่ข้างหน้า
ราคา : ถ้าเป็นบ้านพักจะอยู่ที่ราคา 1000 ถึง 3500 แล้วแต่ขนาดบ้าน ขนาดที่พัก มีอาหารเช้าให้บริการฟรี หน้าที่ภาพจะมีร้านกลางเต็นท์สามารถจะเช่าเต็นท์จากทางที่พักได้
บรรยากาศ : ที่พักนี้ค่อนข้างที่จะโด่งดังและมีคนมาพักเยอะยิ่งเป็นช่วงเทศกาลจะมีคนมาพักมาก ให้ความรู้สึกแบบเหมือนมาปาร์ตี้กัน แต่ละคนจะนั่งกินหมูกระทะและดื่มเครื่องดื่ม บอกสำหรับมาสังสรรค์เป็นกรุ๊ป บรรยากาศดีสุดยอดมากๆ

ต้นกร่างศาลเจ้า กาญจนบุรี

พ.ย.
26

ต้นกร่างศาลเจ้า กาญจนบุรี กร่างต้นนี้ ลำต้นขนาดกว่า 27 คนโอบ ยืนต้นอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี วัดเส้นรอบวงประมาณ 18 เมตร สูงประมาณ 25 เมตร แต่ละกิ่งเหมือนกับโคนต้นไม้ขนาดใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขารอบบริเสณ

โอบคลุมตัวศาลเจ้าเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยา คนท้องถิ่นจึงเรียกกันว่า “ศาลเจ้าตึกในโพรงไม้”

กรมศิลปากรได้ตรวจวิเคราะห์อิฐแดงและอิฐมอญของศาลเจ้า พบว่าอยู่ในสมัยอยุธยาตอนปลายจึงสันนิษฐานได้ว่าต้นไม้ดังกล่าวน่าจะมีอายุได้ถึง 392 ปีเลยทีเดียว ufaมีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาในชุมชนว่า ในสมัยก่อนมีการค้าขายทางเรือ พ่อค้าแม่ค้ามักจะแวะมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลเจ้า และขอพรให้เดินทางปลอดภัย ค้าขายราบรื่นประสบความสำเร็จ

ปัจจุบันยังคงเป็นศูนย์รวมความเชื่อความศรัทธาของประชาชน และมีการจัดงานทำบุญในวันที่ 13 เมษายน เป็นประจำทุกปี

จามจุรียักษ์ กาญจนบุรี

พ.ย.
26

จามจุรียักษ์ กาญจนบุรี ไม่ไกลจากตัวเมืองกาญจนบุรี ที่กองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 1 อำเภอด่านมะขามเตี้ย มีต้นจามจุรียักษ์ อายุกว่า 100 ปี ขนาดใหญ่ 10 คนโอบ สามารถวัดความสูงของต้นจากพื้นดินสู่ยอดได้ประมาณ 20 เมตร

มีขนาดเส้นรอบวงประมาณ 15เมตร ความสูงประมาณ 20 เมตร รัศมีทรงพุ่มของต้นประมาณ 25.87 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางของร่มเงายาวประมาณ 51.75 เมตรufabet แผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่นอลังการเป็นรูปร่มปกคลุมบริเวณกว้างถึง 1 ไร่ 2 งาน 4 ตารางวา

เป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของชาวกาญจนบุรี จามจุรีต้นนี้เติบโตได้อย่างเป็นธรรมชาติ และอยู่ภายใต้การดูแลของกองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 1 กรมการสัตว์ทหารบก ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี

ชุมชนท่องเที่ยวบ้านบากันเคย

พ.ย.
25

ชุมชนท่องเที่ยวบ้านบากันเคย รีสอร์มชุมชนบ้านบากันเคยหมู่ที่ 3 ตำบลตันหยงโปอำเภอเมือง จังหวัดสตูล สัมผัสบ้านพักเรียบง่ายริมทะเลแบบวิถีชีวิตดั้งเดิมนอกจากนี้ที่นี่ยังมีธนาคารกั้งแห่งแรก และแห่งเดียวของโลกก็ว่าได้จุดเริ่มต้นจากการรวมตัวของชาวบ้านเพื่อระดมความคิดในการจัดการทรัพยากรหน้าบ้าน นั่นก็คือทะเลซึ่งเปรียบเสมือนหม้อข้าวหม้อแกงที่ชุบเลี้ยงชีวิตของชาวชุมชนบ้านบากันเคย ในรูปแบบธนาคารสัตว์น้ำ ตลอดจนประสานความร่วมมือ องค์กร ภาคีต่างๆ ภาครัฐเอกชน องค์กรศึกษา องค์กรชุมชนร่วมจัดสรรจัดการทรัพยากรแบบบูรณาการ

ทะเลแหวก จากตัวเมือง จ.สตูล ผ่าน หมู่บ้านชุมชนตันหยงโป สู่ท่าเทียบเรือบากันเคย เพื่อนั่งเรือหางยาวตั้งอยู่ ณ อ่าวสตูล หมู่บ้านตันหยงโป ใช้เวลา ประมาณ 15 นาที เกาะ หัวมัน ทะเลแหวก โดยเวลาที่น้ำลงนั้น จะเห็นทะเลแหวกถอดยาวไกลข้ามจากอีกเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่ง มีระยะทางถึง 5 กิโลเมตรเลยufa

และพื้นที่แหวกออกมานั้น เป็นชายหาดซากเปลือกหอยที่กองกันถอดยาวไกลตลอดทางเดิน 5 กิโลเมตรล่องเรือสู่เกาะกวาง ประมาณ 10 นาที สัมผัสหาดเปลือกหอยล้านปีเป็นหาดที่เรียกได้ว่าเป็นหาดเปลือกหอยที่มีอายุนานล้านปีก่อนรวมตัวกันเป็นหาดสวรรค์ ชมทัศนียภาพบนจุดชมวิวที่สวยที่สุดกลางเกาะและเดินลัดเลาะ

เดินตามชายหาดซึ่งอยู่กลางทะเลเพราะที่นั่นเปรียบเสมือนทะเลแหวกที่มีหนึ่งเดียวในสตูลที่มีความยาวกว่า 5 กิโลเมตรซึ่งถูกขนานนามว่า ทางเดินจ้าวสมุทร ดุจดั่งกำลังเดินทางบนเส้นทางหลังมังกรกลางทะเล ทั้งนี้ ที่จุดนี้ยังสามารถ เล่นน้ำดำน้ำดูปะการังน้ำตื้น ได้อีกด้วย

ล่องเรือต่อไป ประมาณ 10 นาทียังเกาะสามพี่น้อง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ปูเลาตีฆอซึ่งเป็นเส้นทางการขึ้นวางไข่ของเต่าทะเล ชมระบบนิเวศชายฝั่งที่อุดมสมบูรณ์ อาทิ แนวหญ้าทะเลดอนหอยกาบัง สัมผัสลูกนกทะเลอย่างใกล้ชิด ณ หากเกาะมดแดง ทั้งนี้ป่าชายเลนสองฝั่งคลองยังประกอบไปด้วย ณ คลองอูมอ

เช่น เหยี่ยวทะเล นกกระสานกกุนจง นกกระเต็น ลิงแสม และยังเห็นระหว่างนั่งเรือจะเห็นถึงบรรยากาศของวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวประมงชาย ฝั่งอย่างชัดเจน ตั้งแต่คนกำลังให้อาหารในกระชังปลากะพงคนกำลังสาวอวนจากเรือหางยาว รวมไปถึงเด็กกำลังย่ำกั้ง (จับกั้ง)จนเป็นที่ขึ้นชื่อว่า เป็นมหัศจรรย์ใต้โคลนตม

ชุมชนบากันเคยเป็นชุมชนขนาดเล็กซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลตันหยงโป เป็นตำบลนำร่องพัฒนาเศรษฐกิจ ที่มีลักษณะแหลมยื่นออกไปในทะเลอันดามัน ทางฝั่งตะวันตกของจังหวัดสตูล มีชายทะเลติดกับเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย

ชุมชนท่องเที่ยวบ้านบากันเคย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าชายเลน สภาพป่ายังคงความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นั่งเรือศึกษาธรรมชาติชายฝั่งทะเลปละป่าชายเลน ตั้งเต็นท์แค้มปิ้ง ตกปลาชายฝั่ง ในอดีตการเดินทางต้องใช้ทางเรือ

แต่ปัจจุบันการเดินทางสะดวกขึ้นเมื่อมีการตัดถนนผ่านป่าชายเลยระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร และปัจจุบันได้จัดตั้งเป็นรีสอร์ทชุมชนทีทางด้านการท่องเที่ยว มีบ้านพักและกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในนักท่องเที่ยวได้ร่วมลงมือทำหลากหลายกิจกรรมด้วยและและมีการล่องเรือไปเที่ยวชมสันหลังมังกร ตลอดกิจกรรมดำน้ำชมปะการัง

ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านบ้านบากันเคย หมู่ที่ 3 ตำบลตันหยงโป อำเภอเมือง จังหวัดสตูล ผู้อาวุโสในชุมชนเล่าว่ามีโต๊ะหมานจะเกาะฮุ อพยพจากไทรบุรี(รัฐเคดาร์ ประเทศมาเลเซียปัจจุบัน) เป็นต้นตระกูล “มะสมัน” ในปัจจุบัน โต๊ะอาเจะฮุ อพยพมาจากอาเจะฮุ (ปัจจุบันเป็นจังหวัดหนึ่งในประเทศอินโดนีเซีย)

เป็นต้นตระกูล “ยุเหล่” ในปัจจุบัน และโต๊ะสาเระฮุ (บ้างก็เรียกโต๊ะเซฮัด) เป็นผู้คนกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ชุมชนบ้านบากันเคยในปัจจุบัน หลังจากนั้นก็มีกลุ่มคนจากเกาะลิบงจังหวัดตรัง เข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่บากันเคยเป็นกลุ่มถัดไปและอยู่ร่วมกันมาจนถึงรุ่นลูก รุ่นหลานในปัจจุบัน

สำหรับชื่อหมู่บ้านที่เรียกกันในสมัยนั้น คือ บ้าน”บากัน” ซึ่งเป็นภาษามาลายู แปลว่า “ที่พัก”เป็นพื้นที่พัก ที่หลบฝน หลบพายุของชาวประมง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวกองทัพญี่ปุ่นเคยยกพลขึ้นบกสมัยสงครามโลกที่ 2 ในการทำสงครามกับเมืองไทรบุรีในสมัยนั้น (รัฐเคดาร์ ประเทศมาเลเซียปัจจุบัน) ส่วน ”เคย”

เป็นภาษาไทยถิ่นใต้แปลว่า “กะปิ” ดังนั้น “บากันเคย” จึงหมายถึงที่พักเพื่อทำกะปิ สอดคล้องกับอาชีพของชาวบ้านในสมัยนั้นเพราะชาวบ้านมีอาชีพรุน(จับ) กุ้งเคย (กุ้งตัวเล็ก) เพื่อนำมาทำกะปิ เพราะว่าพื้นที่แถบชุมชนบากันเคยสมัยนั้นมีกุ้งเคยเป็นจำนวนมาก จึงเรียกชื่อหมู่บ้านว่า “บากันเคย” มาจนปัจจุบัน

เกาะราวี

พ.ย.
25

เกาะราวี มีพื้นที่ประมาณ 29 ตารางกิโลเมตร เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่หรือเรียกได้ว่าเป็นคู่แฝดของเกาะอาดัง มีแหล่งน้ำหลายแห่งบริเวณรอบเกาะ และยังพบสัตว์ป่าได้หลายชนิดบนเกาะราวี

หาดทรายขาวบริสุทธิ์ทอดตัวเป็นแนวโค้วยาวหลายร้อยเมตรและที่สำคัญเป็นจุดที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนได้รับความนิยม และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้เลย เป็นจุดดำน้ำ ที่มีปะการังที่สวยงามเลยทีเดียวufabet

เป็นเกาะขนาดใหญ่ ที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีแหล่งนำจืดบนเกาะ มีหาดทรายที่ขาวละเอียดสวยสะอาด ร่มรื่น น้ำทะเลใส บริเวณโดยรอบรายล้อมไปด้วยปะการัง ช่วงน้ำลดจะสามารถมองเป็นเป็นทุ่งปะการังจากบนหาด

อ่างเก็บน้ำห้วยสีโท

พ.ย.
24

อ่างเก็บน้ำห้วยสีโท ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 ตำบลหนองมะแซวอำเภอเมือง บริเวณใกล้กับวัดถ้ำแสงเพชร เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่ประชาชนมักจะแวะไปผักผ่อนหลังจากไปเยี่ยมชมวัดถ้ำแสงเพชรแล้ว โดยในบริเวณอ่างเก็บน้ำมี การให้บริการอุปกรณ์สำหรับการเล่นน้ำต่าง ๆ ด้วย

เป็นอ่างเก็บเพื่อการเกษตร เกิดจากเทือกเขา 2 ลูกจนกลางเป็นแ่อ่งกะทะซึ่งจุดที่มีบรรยากาศที่ดีมาก มีวิวที่มีมุมมองสวนทั้งเช้าและเย็น เหมาะที่จะเป็นสถานที่พักผ่อนของชาวเมืองอำนาจเจริญอีกแห่งufa

กิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว -พักผ่อน -รับประทานอาหาร -เล่นน้ำ -ตกปลา